[SF] - - - Baby in Dream - - -

posted on 19 Sep 2010 16:55 by hiromific  in TVXQ-Fiction

Title : - - - Baby in Dream - - -

Author : H i R o M i

Category : Romance, Mpreg???

Pairing : YunJae,YooSu

Rating : PG-13

Author notes : มันเป็นชอตฟิกตอนเดียวจบที่ยาวมากอีกแล้วพี่น้อง 11 หน้าเวิร์ดเอง - -“

 

Theme Song – สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวใจ 

 

Baby in dream

 

อากาศสดใสในช่วงบ่าย  เหมาะแก่การออกไปเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจยิ่งนัก

“ม่าม๊า...  ไปเล่นตรงนู้นกันเถอะ” เสียงเล็กๆ ใสกังวาน  ดังขึ้นพร้อมแรงสัมผัสที่กระตุกมือบางให้เดินตามตนเองไป  คนโดนฉุดจึงต้องเอ่ยปรามขึ้นมาเมื่อเจ้าตัวเล็กตั้งท่าจะออกวิ่ง

“ใจเย็นก่อนซิครับ  เครื่องเล่นไม่หายไปไหนหรอกลูก” แต่เจ้าตัวเล็กที่ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง

“อ๊ะ!! ปะป๊ามาแล้ว..” เจ้าตัวยุ่งที่หันหลังกลับไปมองเห็นร่างสูงที่เดินใกล้เข้ามาจึงได้ร้องเสียลั่น

“ว่าไงครับ  ซนอะไรลีกล่ะเนี่ย” เมื่อเดินมาถึงร่างสูงก็ส่งตะกร้าไปให้ ‘ม่าม๊า’ ถือก่อนจะก้มลงอุ้มเจ้าตัวแสบขึ้นขี่คอพาเดินไปยังร่มไม้ริมน้ำ

“ป่าวน้า...” เจ้าตัวดีรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน  คิ้วเล็กๆขมวดกันยุ่งเหยิงพยายามจะหาคำตอบเป็นการใหญ่แต่ก็โดน ‘ปะป๊า’ ดักคอเอาไว้ซะก่อน

“แล้วทำไมเมื่อกี้ปะป๊าได้ยินม่าม๊าดุใครละครับ” ถามพลางเจ้าตัวเล็กลงบนพื้นหญ้า แล้วผละไปจัดการปูเสื่อเตรียมตัวทานอาหารกลางวันกัน

“ผมก็แค่...” เสียงเล็กๆ ออดอ่อยเต็มที  จนคนเป็นแม่อดจะสงสารไม่ได้  เอ่ยตัดบทขัดการซักฟอกย่อยๆ นั้นลง “มากินข้าวกันเถอะ”

พออิ่มท้องกันแล้วสองพ่อลูกก็ทิ้งให้ ‘ม่าม๊า’ นั่งชมสวนอยู่คนเดียว  เพราะเจ้าตัวแสบที่พอซัดของโปรดหมดยังไม่ทันจะเช็ดปากล้างมือให้เรียบร้อยก็วิ่งจี๋ออกไปหาเครื่องเล่นทันใดร้อนให้ ‘ปะป๊า’ ต้องรีบอิ่มตามไปดูลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแทบไม่ทัน  ร่างบางจึงจัดการเก็บกล่องอาหารมื้อกลางวันใส่ตะกร้าไว้อย่างเดิมก่อนจะนั่งพิงโคนไม้มองดูเด็กน้อยกับเด็กโข่งเล่นกัน

.

.

“จุง.... แจ...  แจจุง” เสียงทุ้มที่ดังแหวกม่านหมอกหนาทึบกับแรงสัมผัสที่ต้นแขนเรียกรั้งให้คนที่ตกอยู่ในห้วงนิทรารมย์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

“อืม... เย็นแล้วเหรอยุนโฮ” ร่างบางเอ่ยถามออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่ลืมตาขึ้นมาด้วยซ้ำ

“เย็นอะไรกัน  มันเช้าแล้วต่างหาก” ร่างสูงอดจะยิ้มให้กับคนขี้เซาที่ยังไม่ยอมลืมตาแล้วยังสามารถออกมาได้อีก

“เช้า!!!” ร่างบางทะลึ่งพรวดลุกขึ้นมานั่งทันทีที่ได้ยินคำตอบ

 “นี่เมื่อกี้ ชั้นฝันไปเหรอ” คนเพิ่งตื่นบ่นงึมงำพลางยกมือขึ้นลูบหน้าเนือยๆ  จนยุนโฮที่ดูจะตกใจกับปฏิกิริยาของคนรักอยู่ไม่น้อยยังอดที่จะถามออกมาไม่ได้ “ฝันร้ายหรือไง”

“ไม่ใช่อ่ะ  ฝันดีต่างหาก  ฝันดีจนชั้นอยากให้มันเป็นจริงขึ้นมาเลยล่ะ” ยิ่งพูดถึงความฝันร่างบางก็ยิ่งหงอยลงจนยุนโฮต้องรั้งร่างเล็กเข้ามากอดปลอบโยนพลางถามถึงความฝัน “ฝันถึงอะไรล่ะครับที่รัก หืม...”

“ช่างมันเถอะ  ยังไงมันก็ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วล่ะ” ร่างบางบอกปัดไปก่อนจะออกแรงดึงคนรักให้ลุกลงจากเตียงก่อนจะพับเก็บเครื่องนอนให้เรียบร้อย

“แล้วจะไม่เล่าให้ยุนโฮฟังจริงๆ เหรอ” คนตัวโตกว่าที่พยายามทำตัวออดอ้อนเหมือนเด็กๆ  เข้ามากอดเอวพลางโยกตัวไปมาจนแจจุงอดจะยิ้มให้กับความปัญญาอ่อน เอ๊ย!! ความอ่อนโยนเอาใจใส่ของอีกคนไม่ได้

“โอเคๆ เล่าก็ได้  แต่ขอแจจุงล้างหน้าแปรงฟันก่อนนะ” ว่าพลางแกะมือใหญ่ออกจากเอวตัวเองแล้วเดินหนีเข้าห้องน้ำไป  ยุนโฮเลยจำต้องเดินออกไปเตรียมมื้อเช้าง่ายๆ ไว้รออีกฝ่าย

.

.

 “มันเหมือนจริงมากๆ เลยนะ” สำทับย้ำอีกครั้งหลังจากเล่าความฝันให้อีกฝ่ายฟัง

“มันไม่มีอะไรหรอกที่รัก อย่าคิดมากเลย” ร่างสูงอดจะเอื้อมมือไปโอบไหล่บางเอาไว้พลางปลอบให้คนที่ยังกังวลกับความฝันเลิกคิดมาก

“แต่ฉันฝันติดกันมาสามครั้งแล้วนะ  แล้วที่สำคัญ ฉันฝันตอนเช้ามืดทุกครั้งเลยด้วยยุนโฮ  โบราณเค้าว่าไว้ว่าฝันเช้ามืดมักจะเป็นจริงนะ” แต่ดูท่าว่าคนที่ฝันจะคิดเป็นจริงเป็นจังเอาซะมากๆ จนยุนโฮไม่อยากจะทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึกด้วยการพูดความจริงออกมา  เพราะยังไงซะ[b]ผู้ชายก็ท้องไม่ได้[/b]  เขาเลยเลือกที่จะเงียบและนั่งเคียงข้างเป็นกำลังให้เท่านั้น

 

...........................................................

....................................

 

RRRrrrrrr 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ร่างสูงกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน เมื่อเห็นเป็นชื่อคนรักจึงกดรับแล้วกรอกเสียงนุ่มลงไป  “ครับ ที่รัก”

“ยุนโฮ ซื้อข้าวเย็นกลับมาด้วยนะ  แจจุงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่อ่ะ” เสียงตอบกลับมาดูเนือยๆ จนอีกคนอดจะเป็นห่วงไม่ได้ “เป็นอะไรมากรึเปล่า ไปหาหมอมั้ย”

“ไม่เป็นไรหรอก แค่เวียนหัวนิดหน่อยน่ะ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูจะร้อนรนร่างบางจึงบอกอาการของตนออกไป

“งั้นเดี๋ยวจะรีบกลับนะ นอนพักไปก่อนแล้วกัน” ร่างสูงจบบทสนทนาพร้อมๆ กับสตาร์ทรถออกจากที่จอดทันที

.

.

“กลับมาแล้ว...” ร้องบอกออกไปพลางรีบเดินเข้าไปยังห้องวางข้าวของที่ซื้อมาแล้วจึงเดินรี่ไปหาคนป่วยที่นอนพักอยู่ที่โซฟาหน้าโทรทัศน์  ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าโซฟาพลางไล้แก้มใสที่ดูซีดเซียวกว่าปกติ  “แจจุง... เป็นยังไงบ้าง” สัมผัสคุ้นเคยและเสียงอันอ่อนโยนปลุกให้คนป่วยลืมตาขึ้นมา

“อือ... แจจุงไม่เป็นไร แค่เวียนหัวจริงๆ นะ  เดี๋ยวคืนนี้นอนเยอะๆ ก็หายแล้วล่ะ” ตอบพลางไถแก้มนิ่มลงบนฝ่ามือของอีกฝ่ายอย่างออดอ้อน

“งั้นไปกินข้าวกันเถอะ” พูดพลางกระชับมือออกแรงรั้งดึงร่างบางให้ลุกขึ้น

.

.

“อื๊อ... เหม็นอ่ะ นี่นายซื้ออะไรมาเนี่ย” ร่างบางแสดงอาการพะอืดพะอมพร้อมกับยกมือมาปิดปากปิดจมูกตัวเองทันทีที่คนรักยกจานอาหารมาวางบนโต๊ะ

“ก็กิมจิชิเก ร้านป้าคิมเจ้าเก่าน่ะแหล่ะ แล้วก็มีต็อก มีพุลโกกิอ่ะ มีของที่เคยซื้อทั้งนั้นเลยนะ” ร่างสูงอดจะสงสัยไม่ได้ว่าแจจุงเหม็นกลิ่นอะไร  กับข้าวก็ออกจะหอมน่ากินทั้งนั้นเลย

“เหม็นจะตาย... อุ๊บ” พูดยังไม่ทันจบประโยคดีแจจุงก็รีบพุ่งไปยังอ่างล้างจานในครัวคายของเก่าในกระเพาะตัวออกมาทั้งหมด  ยุนโฮที่วิ่งตามหลังมาจึงลูบหลังพร้อมกับไปเทน้ำเปล่ามาให้ล้างปากล้างคอ

“ไหวมั้ยครับ..ที่รัก” ว่าพลางสอดแขนเข้าประคองพาคนป่วยออกมานั่งพักที่โซฟาหน้าโทรทัศน์

“แล้วอย่างนี้จะกินอะไรได้ล่ะ แจจุงอยากกินอะไรมั้ย” มือใหญ่ปัดปลายผมให้พ้นวงหน้าขาวที่ซีดลงไปกว่าเดิม

“อือ... แจจุงอยากกินของหวานๆ อยากกินไวท์ชอคโกแลตครีมชีสอ่ะ” ของที่แจจุงอยากกินนั้นทำเอายุนโฮต้องอึ้งไปหลายอึดใจ  เพราะสิ่งที่ร่างบางร่ำร้องเรียกหาอยากจะทานนั้นเป็นสิ่งที่เคยไม่ชอบอย่างมากนั่นเอง

“ครีมชีสเหรอ” ลองถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“อื้อ... อยากกินมิลค์เชคด้วย ยุนโฮไปซื้อให้หน่อยน้า....” ว่าพลางกอดแขนคนรักแล้วซุกศีรษะลงบนไหล่กว้างอย่างออดอ้อน

“โอเคๆ งั้นรอแปปนึง  จะรีบไปรีบกลับนะ” ยุนโฮจึงคว้าเอากระเป๋าสตางค์กับกุญแจรถออกไปซื้อของตามบัญชาเจ้าหญิงประจำบ้าน

“ซื้อเค้กอย่างอื่นมาอีกด้วยนะ สักสี่ห้าชิ้นเอาไว้เผื่อแจจุงอยากกินอีกน้า...” น่าน...ไม่มีแรงจะลุกแต่ยังสั่งออร์เดอร์มาเสียงใสเชียว  ยุนโฮเลยได้แต่ส่ายหน้าแต่ก็อดจะยิ้มไม่ได้ อะไรจะน่ารักขนาดนั้นนะคิม แจจุง

 

...........................................................

....................................

 

“ห๊ะ!!! อะไรนะ  แจจุงแพ้ท้อง???” อูย...ขี้หูจะออกมาเต้นระบำแล้วเนี่ย  ตกลงคิดถูกหรือคิดผิดเนี่ยที่บอกจุนซู  แผดเสียงโลมาสิบแปดหลอดอย่างนี้ยูชอนไม่ไหวนะ (กรุณาอ่านออกเสียงเหมือนโฆษณาทาโร่เส้นชุบน้ำจิ้ม)

“อื้อ... ไอ้ยุนมันเครียดอยู่เนี่ย กลัวที่รักมันจะป่วยน่ะ” ยูชอนเล่าถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้รับฟังมาจากเพื่อนสนิทให้คนรักฟังอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“แล้ว... ยุนโฮพาแจจุงไปหาหมอรึยัง” จุนซูเอ่ยถามออกมาเมื่อเริ่มเรียบเรียงเหตุการณ์และตั้งสติได้แล้ว

“เห็นว่าจะไปกันวันนี้ล่ะ  ได้เรื่องยังไงเดี๋ยวมันก็โทรมาบอกเองแหล่ะ” เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่ามันออกมาในรูปแบบไหนเหมือนกัน

.

.

“อ่า... พี่ครับ  นั่งกันก่อนนะ” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยเชื้อเชิญเมื่อเห็นพี่ชายที่ตนสนิททั้งสองคนเดินเข้าห้องมา

“ผลตรวจร่างกายพี่แจจุงออกมาแล้วนะครับ” คุณหมอชิมกล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าคนทั้งสองนั่งลงเรียบร้อยแล้ว

“ผลเป็นยังไงบ้างชางมิน” เป็นยุนโฮที่เอ่ยถามขึ้นมาก่อนคนป่วยที่กำลังลุ้นไม่แพ้กัน

“ร่างกายเป็นปกติดีทุกอย่างครับ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” ชางมินเอ่ยพลางก้มลงดูรายงานการตรวจอีกรอบเพื่อความแน่นอน

“แล้ว... ที่พี่อาเจียนแล้วก็เหม็นกลิ่นนู่นกลิ่นนี่ล่ะ  พี่ไม่ได้ท้องเหรอ” เป็นแจจุงที่เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนยุนโฮต้องคว้ามือที่เย็นเยียบไปกุมเอาไว้

“เอ่อ... อาการของพี่มันเกิดมาจากจิตใจน่ะครับ  พี่ไม่ได้ท้องหรอกครับ” เมื่อนายแพทย์หนุ่มพูดจบ ร่างบางก็ถึงกับนิ่งไป  จนยุนโฮต้องเป็นฝ่ายที่ถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ “หมายความว่ายังไง ชางมิน”

“อาการแบบนี้ทางการแพทย์จะเรียกว่า couvades syndrome ครับพี่  มักจะเจอในผู้ชายที่ภรรยาตั้งครรภ์ บางคนก็จะเรียกว่าอาการแพ้ท้องแทนภรรยา มีสาเหตุมาจากความเครียดทำให้ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติไปถึงได้มีอาการอย่างนั้นน่ะครับ” น้องชายคนเก่งอธิบายอย่างใจเย็น

“แล้วต้องทำยังไง อาการพวกนี้ถึงจะหายไปล่ะ” ร่างสูงเอ่ยถามออกมาอีกครั้ง

“แค่พี่ทำจิตใจให้สบาย พยายามอย่าเครียดแล้ว อาการน่าจะดีขึ้นใน 1 - 2 สัปดาห์ครับ” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยแนะนำตามประสบการณ์ที่เคยเจอมา

“ขอบคุณมากนะ” เมื่อกล่าวจบร่างสูงก็ค้อมหัวให้น้องชายคนสนิทที่สีหน้าไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เพราะเห็นอาการช็อกของแจจุงแล้วก็อดจะสงสารไม่ได้  แต่การบอกความจริงออกไปจะส่งผลดีต่อพี่ชายที่เค้ารักมากกว่า

เขารู้ดีว่าแจจุงอยากจะมีลูกกับเขามากแค่ไหน  แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้เลย  และตัวแจจุงเองก็รู้ดีแต่ก็ยังคงทำใจยอมรับความจริงไม่ค่อยได้อยู่ดี

“แจจุง... ไม่เป็นไรนะ” ร่างสูงเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อจัดการรับยาและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว

“อืม... กลับบ้านกันเถอะ” ร่างบางที่ดูจะมีสติขึ้นมาบ้างแล้วแต่ก็ยังดูซึมๆ อยู่  ยุนโฮจึงได้แต่สอดแขนเข้าไปประคองคนรักให้ลุกเดินไปยังรถ  ตลอดทางกลับบ้านร่างบางเอาแต่นิ่งเงียบจนยุนโฮอดจะเป็นห่วงไม่ได้  แต่เขาเองก็ไม่รู้จะพูดปลอบแจจุงอย่างไรดี

 

...........................................................

....................................

 

 “แจจุงงงง....” เสียงแหบแหลมอันเป็นเอกลักษณ์ดังนำหน้ามาก่อนที่เห็นตัวของจุนซูทำเอาคนโดนเรียกอดจะอมยิ้มไม่ได้

“ว่าไงคุณนายปาร์ค ลมอะไรหอบมาถึงนี่เนี่ย” อดจะหยอกเย้าเพื่อนสนิทไม่ได้เมื่อเจ้าของเสียงเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้ว

“โหย ปากดีแบบนี้ไม่น่ามาเยี่ยมเลย” คนโดนแซวหน้าง้ำเง้างอนเต็มที่  จนคนแซวอดจะแซวต่อไปอีกไม่ได้

“แหม... แซวนิดแซวหน่อยไม่ได้เลยนะ  หัวก็ยังไม่ได้ล้านเหมือนคุณสามีสักหน่อย” พอจบประโยคเท่านั้นแหล่ะเสียงโลมาก็แหวขึ้นมาเบาๆ “บ้า... ยูชอนแค่หัวเถิกเฉยๆ ไม่ได้ล้านสักหน่อย”

“แล้วมาเยี่ยมชั้นเหรอ  ไหนล่ะของเยี่ยม” เอ่ยถามพลางมองสำรวจรอบกายร่างเล็ก

“งกไม่เลิกเลยนะนายเนี่ย  อยู่กับยูชอนนู่นเดี๋ยวก็คงเข้ามาเห็นแวะไปคุยกับยุนโฮในสวนน่ะ” จุนซูตอบพลางเดินมานั่งข้างๆ แจจุง

“ไปชอปปิ้งกันมั้ย เห็นว่าหลุยส์คอลเลคชันใหม่เข้ามาแล้วนะ” จุนซูล่อหลอกให้เพื่อนซี้สนใจด้วยยี่ห้อสุดโปรดของแจจุง  แล้วก็ได้ผลดีเสียด้วยเพราะเมื่อได้ยินชื่อยี่ห้อตาโตก็เป็นประกายทันที

“จริงหรอ... งั้นรอแปปนะเดี๋ยวชั้นขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” ว่าแล้วร่างบางก็รีบเดินออกไปทันที  จนคนชวนอดจะส่ายหัวให้กับเพื่อนสนิทไม่ได้  -อะไรจะชอบขนาดนั้นนะ คิมแจจุง- แล้วจุนซูก็เดินออกไปหาคนรักตนเพื่อบอกว่าตนจะไปชอปปิ้ง

.

.

“อ้าว จุนซู  แจจุงล่ะ” ยุนโฮเอ่ยถามออกมาเมื่อเห็นคนรักของเพื่อนเดินออกจากบ้านมาคนเดียว

“ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าน่ะ  เดี๋ยวจะออกไปชอปปิ้งกัน” ร่างเล็กตอบพลางทรุดนั่งลงเคียงข้างกับยูชอน

“แผนหลุยส์ใช้ได้ผลใช่มั้ยล่ะ ตัวเล็ก” ยูชอนถามพลางวางมือพาดลงบนไหล่เล็ก

“อื้อ...  พอได้ยินชื่อเท่านั้นล่ะตาเป็นประกายขึ้นมาเชียว” ยุนโฮที่ฟังบทสนทนาของทั้งสองคนแล้วก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมา “พวกนายมีแผนอะไรกันเหรอ”

“ก็เห็นยุนโฮบ่นว่าแจจุงซึมๆ ไป  จุนซูก็เลยอยากจะช่วยให้แจจุงหายซึมบ้างอ่ะ” คนคิดแผนเป็นคนอธิบายให้เพื่อนรักฟัง  ร่างสูงจึงได้แต่ขอบคุณเพื่อนทั้งสองพลางบอกเล่าแผนการของตนเช่นกัน  “ขอบคุณนายสองคนมากเลยนะ ชั้นเองก็พยายามเคลียร์งานอยู่เนี่ย ว่าจะพาแจจุงไปเที่ยวสักหน่อย”

“ดีแล้วล่ะ พาไปเปลี่ยนบรรยากาศมั่งก็ดี แจจุงจะได้ทำใจได้ไวๆ เดี๋ยวชั้นไปดูแจจุงก่อนนะ น่าจะลงมาแล้วล่ะ” ร่างเล็กเอ่ยออกมาก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป

 

...........................................................

....................................

 

Trrrr

เสียงโทรศัพท์ที่กรีดร้องดังขึ้นมากลางดึกทำเอายุนโฮและแจจุงต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาทั้งคู่  แล้วก็พบว่าเป็นเสียงจากโทรศัพท์ของร่างสูงที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง  แต่เบอร์ที่โทรเข้ามานั้นไม่คุ้นตาเอาเสียเลย

“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มตอบรับสายสั้นๆ พลางสะบัดศีรษะไล่อาการง่วงงุนออกไป

“คุณยุนโฮใช่มั้ยคะ ดิฉันเป็นพยาบาลของโรงพยาบาลคยองซานนะคะ ดิฉันโทรมาเพื่อแจ้งว่าตอนนี้คุณซึงโฮกับภรรยาประสบอุบัติรถเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าอาการสาหัสทั้งคู่ แต่ลูกชายที่นั่งด้านหลังบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ” คุณพยาบาลสาวแจ้งเรื่องให้แก่ญาติของผู้ป่วยอย่างครบถ้วน

“ขอบคุณมากครับคุณพยาบาล แล้วผมจะรีบไปนะครับ” ร่างสูงกดวางสายก่อนจะหันไปหาแจจุงที่มองมายังคนรักด้วยสายตาที่เป็นห่วง

“พี่ซึงโฮรถคว่ำอาการสาหัส  เรารีบไปโรงพยาบาลกันเอะ” ยุนโฮบอกออกมาด้วยเสียงเคร่งเครียดพลางลุกขึ้นไปเปลี่ยนชุด

“เดี๋ยวแจจุงขับรถให้นะ” ร่างบางคว้ากุญแจรถมาไว้เองก่อนจะเดินนำร่างสูงออกไป

.

.

แต่เมื่อทั้งสองเดินทางไปถึงโรงพยาบาลก็พบว่าทั้งพี่ชายและพี่สะใภ้ได้จากไปแล้วเพราะบาดแผลนั้นสาหัสจนแพทย์ไม่สามารถจะยื้อชีวิตเอาไว้ได้  เหลือเพียงหลานชายวัยสามขวบที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุเพียงคนเดียว  ทั้งสองจึงจัดการทำศพให้พี่ทั้งสองแล้วรับหลานชายกลับมาดูแลเพราะพี่สะใภ้ของยุนโฮนั้นไม่มีญาติสนิทที่ไหน  ส่วนพี่ซึงโฮเองนั้นก็เป็นลูกโทนของคุณป้าของเขาและทั้งคุณลุงและคุณป้าก็สิ้นไปแล้วทั้งคู่

“มินบุนครับ หนูต้องไปอยู่กับอาสองคนนะครับ ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่ของหนูไปอยู่บนสวรรค์แล้วนะ คุณพ่อคุณแม่หนูเลยให้อาดูแลมุนบินแทน  มุนบินเข้าใจมั้ยครับ” ยุนโฮบอกเล่าให้หลานชายของตนรับรู้เมื่อคุณพยาบาลพาเขามาหาเด็กน้อยที่ทำแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“แล้วทำไมปะป๊า ม่าม๊าไม่พามุนบินไปด้วยล่ะครับ” หลานชายตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถาม

“มุนบินยังไม่โตไงครับ เลยไปกับปะป๊าม่าม๊าไม่ได้” เป็นแจจุงที่ตอบแทนร่างสูงที่ยังนึกคำตอบไม่ทัน

“งั้นมุนบินจะรอให้โตก่อนแล้วมุนบินจะไปหาปะป๊าม่าม๊า” เด็กชายตัวจ้อยเอ่ยตอบกลับมาด้วยความไร้เดียงสาแต่กลับทำให้ผู้ใหญ่ต้องสะเทือนอารมณ์ด้วยความสงสาร

“งั้นเรากลับบ้านกันดีกว่าเนอะ  มุนบินง่วงแล้วใช่มั้ยล่ะ” แจจุงเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยกมือป้อมขึ้นมาขยี้ตา

“อือ... มุนบินง่วงแล้ว... ฮ้าววว...” นอกจากจะบอกว่าตัวเองง่วงแล้วยังตบท้ายด้วยเสียงหาวหวอดเบ้อเริ่มอีกด้วย

ร่างบางย่อตัวลงโอบอุ้มเด็กชายตัวน้อยเอาไว้แนบอกแล้วลุกขึ้นเดินพากับไปยังรถก่อนจะวางเด็กน้อยให้นอนราบไปบนเบาะหลังก่อนจะหันมาหาคนรัก

“เดี๋ยวแจจุงขับให้นะ ยุนโฮจะได้นอน เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปทำงานไม่ไหว” ร่างสูงทีได้ฟังดังนั้นก็ดึงร่างบางเข้ามากอดไว้แนบอก

“ขอบคุณนะแจจุง” ร่างสูงพูดออกมาจากใจแม้จะมีความรู้สึกที่อยู่ภายในมากมายจนเขาไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไร คำๆ นี้ดูจะแทนความรู้สึกทั้งหมดได้ดีที่สุดแล้ว  -ขอบคุณที่รักกัน-

 

...........................................................

....................................

 

“มุนบินครับ มาทานข้าวกันเถอะครับ” เสียงหวานเอ่ยเรียกเจ้าตัวยุ่งที่พอหายดีแล้วก็ป่วนได้ที่  ซนพอตัวเลยทีเดียว

“ค้าบ....” เจ้าตัวเล็กขานรับพลางวิ่งตุ้บตั้บเข้ามากอดร่างบางที่กำลังจัดโต๊ะจากด้านหลัง

“ม่าม๊าทำอะไรให้มุนบินกินคับเนี่ย ห๊อม หอม” เจ้าตัวเล็กฉอเลาะออดอ้อนแจจุงจนร่างบางอดจะหมั่นไส้ไม่ได้ –ปากหวานจริงๆ นะเจ้าลูกชายคนนี้-

 

ตั้งแต่ที่เขาสองคนไปรับหลานชายคนนี้มาจากโรงพยาบาลวันนั้น  เจ้าตัวเล็กถามถึงผู้ให้กำเนิดแค่เพียงวันแรกที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่บ้านตัวเองกับอีกครั้งในสัปดาห์ต่อมาเด็กชายถามว่าสวรรค์อยู่ไกลแค่ไหน แล้วเค้าจะไปหาพ่อกับแม่ได้ยังไง  แต่เมื่อแจจุงบอกไปว่ามันไกลมากต้องรอให้มุนบินโตก่อนแล้วมุนบินก็จะรู้เอง  หลังจากนั้นมาเด็กน้อยก็ไม่เคยถามถึงพ่อกับแม่อีกเลย  และเมื่อผ่านไปได้สามเดือนจากที่เคยเรียกคุณอา มุนบินก็เรียกแจจุงว่า “ม่าม๊า” และเรียกยุนโฮว่า “ปะป๊า” แทน  พอแจจุงถามว่าทำไมมุนบินถึงเรียกตนเช่นนั้น เด็กน้อยก็ตอบกลับมาว่า -ก็อาแจจุงดูแลมุนบินเหมือนม่าม๊าเลย แล้วมุนบินก็รักคุณอาเหมือนม่าม๊ามุนบินเลยเรียกแจจุงว่าม่าม๊าไงคับ-

 

“ปะป๊ามาแล้ววววว....” เจ้าตัวเล็กร้องเสียงดังอย่างดีใจเมื่อได้ยินเสียงรถที่แล่นเข้ามาในบ้าน

“ม่าม๊าคับ มุนบินไปหาปะป๊าน้า...” เจ้าจอมซนบอกร่างบางก่อนจะกระโดดลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปหาร่างสูงที่กำลังลงจากรถ

“ปะป๊า...” ร่างสูงที่กำลังปิดประตูรถพอได้ยินเสียงเจ้าตัวยุ่งก็หันมาย่อตัวอ้าแขนรับร่างจ้อยขึ้นอุ้มแล้วเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาไปสองสามทีพอให้เรียกเสียงหัวเราะจากสุดแสบประจำบ้าน

“วันนี้คนเก่งของปะป๊าซนรึเปล่าเนี่ย” ถามพลางวางเจ้าตัวยุ่งลงบนพื้น

“วันนี้มุนบินไม่ได้ซนเลยคับ เรียบร๊อย เรียบร้อยจะตาย” พอเท้าถึงพื้นปุ๊บเจ้าตัวเล็กก็วิ่งไปเกาะหลังกว้างทั้งที่ปากยังเจื้อยแจ้วไม่หยุด

“งั้นเดี๋ยวปะป๊าไปถามม่าม๊าดีกว่า ถ้าม่าม๊าฟ้องอะไรมานะ ปิกนิกพรุ่งนี้อด” เมื่อเจ้าตัวดีปีนขึ้นมาเรียบร้อยแล้วร่างสูงก็ลุกขึ้นเดินเข้าบ้านมา

“หูยยย.... ปะป๊าอ่ะ ใจร้าย” เด็กน้อยบ่นกระปอดกระแปดพลางทำปากยื่น

“แน๊... งั้นแสดงว่าวันนี้มุนบินซนเหรอ” ร่างสูงซักไซ้เจ้าตัวดีที่ทำท่าว่าจะก่อเรื่องอะไรไว้

“ป่าวน้า....” รีบปฏิเสธออกมาทันควันทั้งยังส่ายหน้าจนผมกระจาย  แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรกันต่อร่างบางก็เดินออกจากห้องครัวมาหา

“คุยอะไรกับครับสองคนพ่อลูก” ร่างบางที่ได้ยินเสียงคุยกันเลยเดินออกมาดู

“นี่ไง ปะป๊าถามม่าม๊าดูเลย วันนี้มุนบินเรียบร้อยใช่มั้ยคับ” เจ้าตัวแสบที่ยังเกาะหลังร่างสูงอยู่รีบถามม่าม๊าอย่างรวดเร็วด้วยความกลัวที่จะไม่ได้ออกไปเที่ยว

“อืม... เอาไงดีน้า... เรียบร้อยดีรึเปล่าเนี่ย” แจจุงอดจะแกล้งเจ้าลูกชายคนดีไม่ได้เมื่อเห็นท่าทีกระตือรือร้นอยากจะออกไปเที่ยวพรุ่งนี้เสียเหลือเกิน

“ม่าม๊าค้าบ... วันนี้มุนบินยังไม่ได้ทำอะไรเลยน้า... ม่าม๊ายังไม่ได้ดุมุนบินเลยสักคำด้วย” เจ้าตัวเล็กเริ่มหน้าเสียแล้วก็พยายามหว่านล้อมคุณแม่คนสวยอย่างสุดความสามารถ

“อืม... งั้นเรียบร้อยก็ได้ครับ” พอเห็นลูกชายเริ่มหน้าเสียแจจุงก็เลยไม่แกล้งต่อ

“เย้!!!! งั้นพรุ่งนี้ปะป๊าต้องพามุนบินกับม่าม๊าไปปิกนิกกันนะคับ” พอร่างบางตอบรับออกมาหน้าที่เคยหงอยๆ ก็บานแฉ่งขึ้นมาทันใด  จนยุนโฮอดจะหมั่นไส้ไม่ได้แต่ก็ต้องรับคำทำตามสัญญาที่ให้ไว้

“ได้เลยครับ คุณลูกชายสุดที่รัก”

 

...........................................................

....................................

 

ร่างบางนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ริมน้ำโดยมีเจ้าตัวเล็กนอนหนุนตักอุ่นนั้นอยู่ ส่วนมืออีกข้างถูกดึงไปกุมไว้บนอกของร่างสูงที่นอนอยู่ข้างๆ กัน

“ฮ่าๆๆๆ ไม่เอา ปะป๊าพอแล้ว” เสียงละเมอที่ดังขึ้นของลูกชายทำเองทั้งสองคนต้องหัวเราะออกมาเบาๆ

“ยุนโฮ” เสียงหวานเอ่ยเรียกคนรักขึ้นมา

“หืม... มีอะไรเหรอ” เสียงทุ้มขานรับในลำคอก่อนจะเอ่ยถามออกมา

“นายจำที่ฉันเล่าให้ฟังเรื่องความฝันได้มั้ย” แจจุงไม่ตอบแต่ถามกลับไปแทน

“จำได้สิ” ยุนโฮตอบรับพลางนึกถึงเรื่องที่คนรักเคยเล่าให้ตนฟัง

“มันเหมือนมากเลยนะรู้มั้ย  ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ แต่เด็กที่เห็นในฝันน่ะคือมุนบินเลยล่ะ วันที่เราไปเจอมุนบินที่โรงพยาบาลน่ะ แค่เห็นแว่บแรกแจจุงก็รู้เลยล่ะว่าเด็กคนนี้ต้องมาเป็นลูกของเราน่ะ” ร่างบางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสุขจนคนฟังอดจะยิ้มรับไม่ได้

“ในที่สุดเราก็เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ ขอบคุณนะยุนโฮ” เมื่อได้ฟังประโยคนี้ร่างสูงจึงยกมือร่างบางที่ตนกุมอยู่ขึ้นประทับจุมพิตก่อนจะลุกขึ้นมานั่งมองหน้าคนรักแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แจจุงรู้มั้ย ว่าแจจุงไม่ใช่แค่คนรักของยุนโฮนะ แต่แจจุงคือครึ่งชีวิตของยุนโฮ”

“ยุนโฮ....” ร่างบางเรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วพร้อมหยาดน้ำที่รื้นอยู่ในตากลมโต

ร่างสูงใช้ข้อนิ้วเกลี่ยหยาดน้ำใสที่กลิ้งผ่านลงมาบนแก้มใสแล้วเอ่ยออกมาด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี “ยุนโฮรักแจจุงนะ”

มือบางคว้าเอามือใหญ่มาแนบไว้กับอกแล้วเอ่ยความในออกมาเช่นกัน “แจจุงก็รักยุนโฮ”

“อือ..... มุนบินรักปะป๊าม่าม๊าที่สุดในโลกเลย” บรรยากาศที่กำลังหวานละมุนก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงละเมอของเด็กน้อย  แต่ประโยคที่ละเมอออกมานั้น  ทำให้ปะป๊ากับม่าม๊าต้องยิ้มกันแก้มแทบจะปริ

 

-ปะป๊ากับม่าม๊าก็รักหนูที่สุดในโลกเหมือนกันครับเจ้าตัวเล็ก-

 

 

 

……………………………..The End……………………………..

 

 

~TaLk~

กว่าจะปั่นเสร็จ  แทบรากเลือด เหอเหอ